แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

รวมพระอรหันต์ที่อยู่ในประเทศไทยเวลานี้

รวม พระอรหันต์ที่อยู่ในประเทศไทยเวลานี้ !!! เกือบ 100 องค์ อริยสงฆ์ที่ยังดำารงขันธ์อยู่..ที่หลวงตามหาบัว...กล่าวว่าเป็นเนื้อนาบุญ ของโลก..

พระอริยสงฆ์ที่องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน (พระอรหันต์แห่งประวัติชาติไทยองค์ปัจจุบัน แห่ง วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ) ได้กล่าวถึงว่าท่านเหล่านี้ได้ปฏิบัตธรรมจนสามารถทำาจิตให้บริสุทธิ์, และ หมดแห่งกิจที่ควรทำแล้ว

ก็จะมีครูบาอาจารย์ต่างๆในสายพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นมากมาย ที่ท่าน หลวงตามหาบัวได้กล่าวถึงประจำ

แต่ ในบางครั้งท่านเหล่านั้นจะไม่พูดว่าได้ขั้นไหน ๆ แล้วเพราะท่านอาจ จะมองเห็นปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น คนมารุมตอมไม่เว้นแต่ละวันทำให้ท่านไม่ได้พักผ่อน

ยกตัวอย่างเหตุกาณ์ ในวันนั้นที่ข้าพเจ้าถามพระเถระพระป่า (ไม่ขอเอ่ยนามท่าน)

ข้าพเจ้าถาม ว่า.....ดังนี้ ..

หลวงปู่เป็นพระอรหันต์หรอครับ....

ท่านก็จะตอบว่า..........ดูเอานี่ไงหันซ้ายหันขวา.. แล้วท่านก็.....จะทำาท่าหันไปข้างซ้าย...หันไปข้างขวาให้เราดู...

คนถามก็จะอดหัวเราะไปกับท่านไม่ได้ครับ........

แล้วท่านก็เมตตาบอกว่า....ไม่สำคัญทีจะไปถามว่าพระรูปไหนสำเร็จอะไร เราจะไปกังวลถามทำไม....

เราปฏิบัติเองเรารู้เอง..ไม่ต้องถามคนอื่น...

ทิ้งท้ายท่านเมตตาบอกว่า แต่บุญที่ทำกับพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสนั้นได้กุศลมากเลยทีเดียวนะ....

เหตุกาณ์หนึ่งที่ผู้เขียนได้รับฟังมาจากหูโดยตรง....จากพระธรรมเทศฯองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

ท่านได้รับรองว่าท่านนั้น ท่านนี้เป็นพระอริยบุคคลหมดกิเลส หลายรูป ครับ

ผู้เขียนจึงอดที่จะเอาเอาเทศนาของหลวงตามหาบัว นั้น มาให้ผู้อ่านรู้ด้วยไม่ได้ครับ ดังนี้ ครับ........

"พระหมดกิเลสในสายหลวงปู่มั่น นี้ก็ไม่ใช่น้อย แต่ท่านไม่เปล่งบอกใครเพราะเกี่ยวกับอรรถกับธรรมเห็นธรรมดีเลิศกว่า

แต่ที่เราบอกเราก็ไม่ได้อวดอุตริ ใดๆ ทั้งสิ้น จริงคือจริงไม่มีปิดบัง ไม่สงสัยในธรรม

ใครจะ เอาตำราไหนมาอ้าง ก็ให้มันเอามาได้เลย ที่วัดป่าบ้านตาด เราไม่สะทกสะเทือน

จะชี้แจงแถลงไขให้ เข้าใจเอง เอ้าเชิญมา....."

ที่ได้ฟังท่านเปรย ๆ มาก็พอจับใจความมาว่าท่านไหนได้แล้ว...

เสียดายที่ไม่ได้อัดเทบไว้ครับ และนี่ก็คือ ท่านเปรยว่าล้วนแล้วแต่เป็นพระอริยสงฆ์เนื้อนาบุญของโลกเลยทีเดียว ท่านบอกว่า

1.ท่านอาจารย์เจียะ จุนโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าภูรทัตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

2.หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

3.หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร วัดป่าประชาชุมพลพัฒนาราม อ.เมือง จ.อุดรธานี

4.หลวงปู่ขาล ฐานวโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าบ้านเหล่า อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

5.พระอาจารย์แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

6.หลวงปู่หลวง กตปุญโญ (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดคีรีสบรรพต จ.ลำปาง

7.อาจารย์เหรียญ วรลาโภ (มรณภาพแล้วยังไม่ประชุมเพลิง) วัดอรัญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

8.อาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย (มรณภาพแล้วยังไม่ประชุมเพลิง) วัดเขาสุกิม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

9.หลวงปู่หลอด ประโมทิโต วัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนานิคม) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

10.หลวงปู่มหาเนียม สุวโจ วัดเจริญสมณกิจ (หลังศาลภูเก็ต) อ.เมือง จ.ภูเก็ต

11.หลวงปู่มหาเจิม ปัญญาพโล วัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

12.หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด

13.พระอาจารย์สายทอง เตชธัมโม วัดป่าห้วยกุ่ม (ใกล้เขื่อนจุฬาภรณ์) อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

14.หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป วัดป่าประทีปปุญญาราม อ.อากาศอำานวย จ.สกลนคร

15.พระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

16.พระอาจารย์เลียม ฐิตธัมโม วัดหนองป่าพง อ.วารินชำาราบ จ.อุบลราชธานี ่

17.หลวงปู่ทา จารุธัมโม วัดถำ้าซับมืด จ.นครราชสีมา

18.พระอาจารย์เพียร วิริโย วัดป่าหนองกอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

19.อาจารย์สาย เขมธัมโม วัดป่าพรหมวิหาร อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำาภู

20.อาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

21.หลวงปู่วิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล เขตพระโขนง จ.กรุงเทพมหานคร

22.อาจารย์พวง สุขินทริโย วัดศรีธรรมมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร

23.หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำาภู

24.หลวงตาแตงอ่อน กัลยาณธัมโม วัดป่าโชคไพศาล อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร

25.หลวงปู่บุญหนา ธัมทินโน วัดป่าโสตถิผล อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

26.หลวงปุ่บุญพิน กตปุญโญ วัดผาเทพนิมิตร อ.นิคมนำ้าอูน จ.สกลนคร

27.หลวงปู่ลี ฐิตธัมโม (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดเหสลึก อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

28.หลวงปู่แปลง สุนทโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

29.หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าสันติกาวาส อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี

30.หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป วัดโพธิ์สมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี

31.พระอาจารย์ท่อน ญาณธโร วัดศรีอภัยวัน อ.เมือง จ.เลย

32.พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

33.พระอาจารย์คำาบ่อ ฐิตปัญโญ วัดใหม่บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

34.พระอาจารย์อุทัย สิรินธโร วัดถำ้าพระ อ.เซกา จ.หนองคาย

35.หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต สำานักสงฆ์สวนทิพย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

36.พระอาจรย์วิไล เขมิโย วัดถำ้าพณาช้างเผือก อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

37.หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย อ.วังทรายพูล จ.พิจิตร

38.อาจารย์อำ่ ธัมกาโม วัดธุดงคสถานสันติวรญาณ อ.วังโป่ง จ.เพรชบูรณ์

39.หลวงปู่ถวิล จ.อุดรธานี (ไม่ทราบที่อยู่และฉายาท่าน)

40.อาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสโก วัดป่านาคำาน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี

41.อาจารย์วันชัย วิจตโต วัดภูสังโฆ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ิ

42.หลวงปู่มี (เกล้า) ประมุตโตวัดดอยเทพนิมิตร (วัดถำ้าเกีย) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

43.อาจารย์เสน ปัญญาธโร วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

44.อาจารย์คำาแพง อัตสันโต วัดป่าหนองวัวซอ (วัดบุญญานุสรณ์) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

45.พระอาจารย์ปญญาวัฒโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

42.หลวงปู่มี (เกล้า) ประมุตโต วัดดอยเทพนิมิตร (วัดถำ้าเกีย) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

43.อาจารย์เสน ปัญญาธโร วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

44.อาจารย์คำแพง อัตสันโต วัดป่าหนองวัวซอ (วัดบุญญานุสรณ์) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

45.พระอาจารย์ปญญาวัฒโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ั

46.ท่านฤาษีลิงดำา (พระราชพรหมญาณ) (ท่านมรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

47.หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก จ.สุพรรณบุรี

48.หลวงปู่วัดพระพุทธบาทตากผ้า (อันนี้หนังสือไม่ชัดครับเล่มนี้เก่ามากครับ)

49.พระอาจารย์มหาโส กัสโปวัดป่าคำาแคนเหนือ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น

50.หลวงปู่คำาฟอง เขมจาโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดกุดเรือคำา อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร

51.หลวงปู่บุญเพ็ง กัปโป วัดป่าวิเวกธรรม (วัดป่าช้าเหล่างา) อ.เมือง จ.ขอนแก่น

52.หลวง ปู่จันทร์แรม เขมสิริ วัดเกาะแก้วะดงคสถาน อ.บ้านด่าน จ.บุรรัมย์ ี

53.คุณแม่ชีแก้ว เสียงลำ้ (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) สำานักชีบ้านห้สยทราย อ.คำาชะอี จ.มุกดาหาร

54.พระอาจารย์ทย (ปรีดา) ุ ฉันทกโร วัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย

55.พระอาจารย์สรวง สิรปุญโญ วัด่าศรีฐานใน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร

56.พระอาจารย์สาคร ธัมวุธโธ วัดป่ามณีกาญจ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

57.พระอาจารย์จันทร์โสม กิตติกาโม วัดป่านาสีดา อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

58.พระอาจารย์แยง สุขกาโม วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) อ.ศรีวิไล จ.หนองคาย

59.หลวงปู่แฟ็บ สุภัทโท วัดป่าดงหวาย อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร

60.พระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร วัดถำ้าสหายธรรมจันทร์นิมิตร อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

61.หลวงปู่ผาง โกสโล วัดภูหินแตก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

62.หลวงปู่หล้า เขมปัตโต (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดบนนพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร

63.ท่านพระอาจารย์สิงทอง ธัมวโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

64.หลวงปู่อ่อนศรี ฐานวโร วัดถ้ำประทุน ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

65.หลวงปู่ต้น สุทธิกาโม วัดบึงพลาราม ต.บ้านว่าน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย

66.หลวงปู่สมศักดิ์ ปัณฑิโต วัดบูรพาราม (วัดหลวงปู่ดูลย์ อตุโล) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์

67.หลวงปู่ทอง จันทสิริ วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

68.หลวง ปู่ทองใบ ปภสฺสโร สำานักวิปัสสนาธุระ (ภูย่าอู) บ.นาหลวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ่

69.หลวงปู่คูณ สุเมโธ วัดป่าภูทอง ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

70.พระอาจารย์ฟัก สันติธัมโม วัดพิชัยพัฒนาราม (วัดป่าเขาน้อยสามผาน) ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

71.หลวงปู่สุทัศน์ โกสโล วัดกระโจมทอง ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

72.หลวงปู่อ้ม สุขกาโม วัดภูผาผึ้ง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

73.ท่านพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม วัดป่าหนองไผ่ ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร

74.ท่านพระอาจารย์หลอ นาถกโร วัดถำ้าอภัยดำารงธรรม อ.ส่องดาว จ.สกลนคร

75.หลวงพ่อทองคำา กาญวันวัณโณ วัดถำ้าบูชา อ.เซกา จ.หนองคาย

76.หลวงปู่ถิร ฐิตธัมโม (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดทิพยรัฐนิมิตร (วัดป่าบ้านจิก) อ.เมือง จ.อุดรธานี

80.พระอาจารย์ทองอินทร์ กตปุญฺโญ วัดป่ากุง (วัดป่าประชาคมวนาราม) อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด

81.หลวงปู่เผย วิริโย วัดถำ้าผาปู่ ต.นาอ้อ จ.เลย

82.หลวงปู่คำาพอง ขันติโก วัดป่าอัมพวัน จ.เลย

83.หลวงปู่อว้าน เขมโก วัดป่านาคนิมิตร อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

84.ท่านพระอาจารย์วิชย เขมิโย วัดถำ้าผาจม จ.เชียงราย ั

85.พระอาจารย์บญทัน ปุญทัตโต (ท่านเพิ่งจะมรณภาพ เดือน ธค.49) วัดป่าสามัคคีสันติธรรม อ.ฝาง ุ จ.ขอนแก่น

86.หลวงปู่พิศดู ธรรมจารีย์ วัดเทพธารทอง ต.พลวง กิ่งอ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี

87.หลวงปู่เนย สมจิตฺโต วัดป่าโนนแสนคำา บ.ทุ่งคำา ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร

88. หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ วัดป่าพระอาจารย์ตื้อ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

89.ท่านพระอาจารย์อุทย ธมฺมวโร วัดภูย่าอู่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ั

90.หลวงปู่ประสาร สุมโน วัดป่าหนองไคร้ ต.หนองหิน อ.เมือง จ.ยโสธร

ท่านเหล่านี้ หลวงตามหาบัว รับรองไว้แล้วครับ ใครใกล้ที่ใดก็สามารถไปเข้าหาได้

 

ที่มา ... http://www.slideshare.net/tanprasert/ss-1922517

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เชื่อหรือไม่..สวดมนต์เพียงไม่กี่นาที เราบำเพ็ญบารมีครบทั้ง 10 ทัศ

สาวกภูมิมีบารมี 10 ทัศ ส่วนบารมี 30 ทัศ มีในพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์


ขณะที่เราสวดมนต์เราสละเวลาทำความดี นอบน้อมถึงพระรัตนตรัยใจมีอภัยทานไม่ถือโกรธนับเป็นทานทางใจ ถือเป็น ทานบารมี


ขณะที่เราสวดมนต์ เราปราศจากความเบียดเบียนทั้งตนเองและสรรพสัตว์ไม่ได้ทำสิ่งที่ไม่ดีหรือทำบาปกับใคร ถือเป็น ศีลบารมี


ขณะที่เราสวดมนต์ จิตปราศจากกำหนัดราคะ วางภาระห่วงกังวลในทรัพย์และญาติตั้งอยู่ในพรหมจรรย์ ถือเป็น เนกขัมมะบารมี


ขณะที่เราสวดมนต์ เราทำด้วยความเห็นให้ตรง จึงเกิดสติและมีสมาธิ มีธรรมเกิดขึ้นคือปัญญาเห็นมรรคผลถือเป็น ปัญญาบารมี


ขณะที่เราสวดมนต์ เรามีมานะบากบั่นด้วยกาย วาจาและใจ นอบน้อมต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และคุณพระรัตนตรัยถือเป็น วิริยะบารมี


ขณะที่เราสวดมนต์ เรามีขันติ อดกลั้น เรามีความอดทนสวดสาธยายมนต์ไม่ถอดใจไม่ละวางเสียกลางคัน ถือเป็น ขันติบารมี


ขณะที่เราสวดมนต์ เราเปล่งเสียงบทสวดสาธยายมนต์รักษาพุทธวัจนะตามความเป็นจริงด้วยจิตซื่อตรง ถือเป็น สัจจะบารมี


เมื่อสวดมนต์เสร็จ กรวดน้ำ ตั้งความปรารถนาโดยชอบตั้งจิตอธิฐานปรารถนาสุขมีคติถึงพระนิพพาน ถือเป็น อธิษฐานบารมี


เมื่อสวดมนต์เสร็จ กรวดน้ำ หรือ แผ่เมตตา อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล การมอบความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ ถือเป็น เมตตาบารมี


เมื่อสวดมนต์เราวางเฉยต่ออุตุ เย็น ร้อน ทุกข์ทางสังขารนา ๆ ทั้งวางเฉยต่ออกุศล ทำจิตให้ตรงโดยธรรมถือเป็น อุเบกขาบารมี


พระศุภกิจ ปภัสฺสโร ชำระเรียบเรียง.
ภาพประกอบ : อินเตอร์เน็ต

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ลดน้ำหนักตัวแบบพุทธะ

ในทางพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าสอนให้พิจารณาอาหารก่อนรับประทาน ต้องมีสติ ต้องรู้เท่าทันกิเลศ

พุทธศาสนาพระพุทธเจ้าได้หาทางแก้ไขไว้เรียบร้อยมานานกว่า 2500 ปีแล้ว คือการสอนให้พิจารณาอาหารก่อนรับประทาน ต้องมีสติ ต้องรู้เท่าทันกิเลศ การเจริญสติในพระพุทธศาสนาก็เพื่อให้เกิดปัญญา เกิดพุทธะภายในใจ ช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของชีวิตอย่างถูกต้อง การพิจารณาอาหารเป็นการเจริญสติรับรู้กับอิริยาบถในขณะรับประทานอาหาร รับประทานอาหารเพียงเพื่อให้มีพลังงานสำหรับปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และการรับประทานอาหารหนักมื้อเพล(มื้อเที่ยง) รับประทานน้อยในมื้อเย็น ช่วยให้ไม่มีพลังงานเหลือขณะพักผ่อนในเวลากลางคืน ในขณะขบเคี้ยวก็ต้องกำหนดรู้ชนิดอาหารจึงรับประทานช้าลง ช่วยให้ระดับน้ำตาลไม่พุ่งสูงเร็ว การหลั่งอินซูลินจะช้าทำให้ไม่หิวบ่อย การมีสติจะทำให้เกิดความยับยั้งที่จะรับประทานตามความอยาก เกิดปัญญาหยั่งทราบว่าถ้าทำตามความอยากก็จะเกิดปัญหาสุขภาพคือแก่เร็ว เจ็บป่วยตามมา

บทสวดพิจารณาอาหาร (แปล)

ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาทัง ปะฏิเสวามิ เรายอมพิจารณาโดยแยบคาย แล้วฉันบิณฑบาต

เนวะ ทวายะ ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน

นะ มะทายะ ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน เกิดกำลังพลังทางกาย

นะ มัณฑะนายะ ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ

นะ วิภูสะนายะ ไม่ให้เป็นไปเพื่อตกแต่ง

ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา แต่ให้เป็นเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้

ยาปะนายะ เพื่อความเป็นไปได้ของอัตภาพ

วิหิงสุปะระติยา เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย

พรัหมะจะริยานุคคะหายะ เพื่ออนุเคราะห์แห่งการประพฤติพรหมจรรย์

อิติ ปุรานัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ ด้วยการทำอย่างนี้ เราย่อมระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิว

นะวัญจะเวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ และไม่ทำทุกเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น

ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตภาพนี้ด้วยความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วย และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วยจักมีแก่เรา ดังนี้

โดยสรุปการรับประทานแบบพุทธะ คือ มีสติกับการรับประทานอาหาร ดังนี้

  • ไม่เพลิดเพลิน สนุกสนานกับการรับประทานอาหาร ไม่คำนึงว่าอาหารจะทำให้สวยงามหรือเกิดกำลังกายแข็งแรง
  • แต่รับประทานเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างสะดวก สบาย และเพียงเพื่อระงับเวทนา คือความหิว และไม่สร้างเวทนาอื่นขึ้นมาเพิ่ม เช่น อาการแน่นอึดอัดหรือสะสมเป็นไขมัน คือเกิดโรคอ้วนตามมา

    จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า การเจริญสติ ทำให้การทำงานของสมองด้านขวาเด่นชัดขึ้น ซึ่งอาจมีผลทำให้ระบบการควบคุมในสมองกลับสภาพปกติ ดังนั้นการฝึกสติโดยสวดบทพิจารณาอาหารอย่างเข้าใจความหมายก่อนรับประทานอาหารจะมีอานิสงค์จะช่วยควบคุมน้ำหนัก ป้องกันโรคอ้วนได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ

  • ที่มา … รศ.พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน แพทย์ผิวหนัง  จากนิตยสาร Health Today

    วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

    เมื่อมีทุกข์มาก ต้องมีขันติธรรม

     

    ผู้มีปัญญาเท่านั้นที่จะอดทนและอดกลั้นได้

    ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่เมื่อเราทำได้แล้ว

    เราก็จะสามารถตั้งอยู่ในความดี

    ความถูกต้องและเจริญก้าวหน้าต่อไปได้



    เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่เราเคยคิดว่า เลวร้าย

    ก็จะค่อยๆเปลี่ยนไป

    และอาจจะนำสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตเราก็ได้

    และถ้าใจเรามีกำลัง ใจสงบ ใจดี ในมีเมตตาแล้ว

    จะไม่มีอะไรที่เราแก้ไขไม่ได้

    ฉะนั้น ขอให้เราตั้งอยู่ในความดี ความถูกต้อง

    คิดดี พูดดี ทำดี ในทุกสถานการณ์

    ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลก อยู่ในวัฏสงสาร

    แม้จะทำดี ทำความดีขนาดไหนก็ตาม

    พายุแห่งการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

    มันก็ยังมีอยู่ ไม่มีใครหนีพ้น

    แม้แต่พระบรมศาสดาของเราก็ต้องประสบเหมือนกัน

    หลังจากท่านตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญานแล้ว

    แม้จิตใจท่านจะบริสุทธิ์ขนาดไหน มีปัญญาลึกซึ้งขนาดไหน

    มีเมตตาขนาดไหนก็ตาม เหตุการณ์ต่างๆก็ยังคงเกิดขึ้นกับท่าน

    ซึ่งตามความรู้สึกของเรา

    ก็คิดว่า ไม่น่าจะมีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นกับพระองค์

    แต่นั่นเป็นเพียงความคิดของเรา

    ตามความเป็นจริง โลกธรรมฝ่ายไม่น่าปรารถนา

    ก็มีมากระทบพระพุทธองค์เหมือนกัน

     

    จงมองดูทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่เรา

    ทั้งทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ

    ด้วยจิตใจที่ดี จิตใจที่สุขุมอ่อนโยน

    มีเมตตา มีขันติ

    ด้วยความอดกลั้น และ ด้วยปัญญา

    โดย

    พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

    วัดสุนันทวนาราม จ.กาญจนบุรี

    วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

    นินทานั้นไม่มีโทษ...แก่ผู้ถูกนินทาเลย

    ผู้ถูกนินทาพึงมีเหตุผล

    คำนินทาใดๆ ไม่อาจทำคนดีให้เป็นคนไม่ดีไปได้ คนจะดีก็เพราะกรรม คนจะเลวก็เพราะกรรม หาใช่จะดีเพราะสรรเสริญ หรือจะเลวเพราะนินทาก็หาไม่

    ควรถือความจริงนี้เป็นสำคัญ และอย่าทำหรือไม่ทำอะไรเพราะกลัวนินทาหรือเพราะปรารถนาสรรเสริญ อย่าทำอะไรก็ตามทุกอย่างที่แม้เพียงสงสัยว่าเป็นกรรมไม่ดี แต่จงทำอะไรก็ตามทุกอย่างที่พิจารณาแล้วตระหนักแน่ชัดว่าเป็นกรรมดีเท่ากัน แม้ว่าการทำกรรมดีจะมีผู้นินทา

    นินทานั้นไม่มีโทษแก่ผู้ถูกนินทาเลย ถ้าผู้ถูกนินทาไม่รับ คือไม่ตอบ เช่นเดียวกับผู้ถูกด่าไม่ด่าตอบ ผู้ถูกขู่ไม่ขู่ตอบ ผู้ถูกชวนวิวาทไม่วิวาทตอบ แต่คำนินทาว่าร้ายทั้งจะตกเป็นของผู้นินทาทั้งหมด ผู้นินทาคือผู้ทำกรรม ซึ่งเป็นกรรมไม่ดี ไม่ว่าผู้ถูกนินทาจะรับหรือไม่รับก็ตาม ผู้นินทาย่อมได้รับผลไม่ดีแห่งกรรมไม่ดีของเขาอย่างแน่นอน

    ดังนั้นแม้เมื่อถูกนินทาแล้ว ก็ให้คิดว่าผู้นินทาเราได้รับการตอบแทนแล้ว คือได้รับผลของกรรมไม่ดี ซึ่งจะส่งผลให้ปรากฏช้าหรือเร็วเท่านั้น ผลของกรรมไม่ดีนั้นแหละได้ตอบแทนเขาผู้นินทาแล้ว เราไม่มีความจำเป็นต้องตอบแทนแต่อย่างใด
    ความเชื่อในเรื่องกรรมและผลของกรรมมีคุณอย่างที่สุด ผู้ใดทำกรรมไว้จักได้รับผลของกรรมนั้น ความเชื่อเช่นนี้จักทำให้ไม่คิดร้ายตอบผู้คิดร้าย เป็นการระงับเวรภัยไม่ให้เกิดแก่ตน เป็นการป้องกันตนมิให้ทำกรรมไม่ดี ทั้งทางกายวาจาและใจ โดยมุ่งให้เป็นการแก้แค้นตอบแทน ผลจักเป็นความสงบสุขแก่ตนและแก่ผู้อื่นด้วย

    ที่มา : การบริหารจิตสำหรับผู้ใหญ่ : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

    ความสำคัญของอธิษฐานบารมี

    ถาม : แล้วเราอธิษฐานช่วยคนอื่นได้มั้ยคะ ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าถึงระดับที่ว่าจบกันไปแล้วมันจะเกิดฤทธิ์อย่างหนึ่ง เขาเรียกว่า อธิษฐานฤทธิ์ กับบุญฤทธิ์ ๒ อย่างนี่สามารถช่วยคนได้


    ถาม : ถ้ายังไม่ถึงก็ไม่ควรใช่มั้ยคะ ?
    ตอบ : ถ้ายังไม่ถึงช่วยได้แต่มันก็ได้น้อย


    ถาม : เพราะว่าอย่างแม่เขาจะเป็นโรครักษาไม่หายซักที เสร็จแล้วอย่างหนูสวดมนต์หรือคนอื่นเขาจะทำบุญนี่หนู ๆ ก็จะ...(ไม่ชัด) ?
    ตอบ : ไม่เป็นไร ทุกครั้งก็บอกให้เขาโมทนาอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรเขาด้วย ทำไปเรื่อย ๆ ทีละนิดทีละหน่อยดีกว่า ถ้าหากว่าไปแก้กรรมประเภทที่ว่าไม่ถูกต้องตามศีลตามธรรมเดี๋ยวจะเสียหายกันยกใหญ่เพราะมันจะเรียกกันเยอะ ๆ


    ถาม : ก็จะมีเพื่อนแนะนำให้ไปวัดโน้นวัดนี้บ้างแต่ก็ไม่กล้าไป ?
    ตอบ : ลำบากหน่อย ถ้าหากว่าไม่มั่นใจก็ย่อง ๆ ไปดูเขาก่อนอย่าเพิ่งพาคนไข้ไป ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เข้าไปเหมือนนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ไปสังเกตการณ์ก่อนก็ได้ ถ้ายิ่งได้ทิพจักขุญาณก็ดูมันเลย ดูมันทำได้จริงหรือเปล่า ?


    ถาม : แล้วอย่างหนูทำบุญทุกวันหยอดเงินบาทหนึ่ง หยอดเงินหน้าหิ้งพระค่ะ แล้วหนูยังไม่ได้เอามาถวายถือเป็นการทำบุญหรือเปล่าคะ ?
    ตอบ : เป็นแล้ว เพราะว่าเราตั้งใจอยู่แล้วว่าเงินส่วนนี้จะทำบุญ ถ้าหากว่าเราตายตอนนั้นผลบุญอันนั้นเราได้เลย แต่พระขาดทุน เพราะยังไม่ได้รับสตางค์ (หัวเราะ) อันนี้ไม่ต้องกังวล อันนี้เป็นบุญอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าของเรานี่ เจตนามันเป็นบุญอยู่แล้ว พอเราได้ทำไปผลบุญนั้นก็เป็นอันสำเร็จแล้ว มันก็เหลืออยู่เพียงว่ามีวาระมีโอกาสก็เอาเงินนั้นมาถวายพระ เพราะฉะนั้นห้ามตายก่อน ตายก่อนพระขาดทุน


    อธิษฐานบารมีนี่สำคัญนะ เป็นบารมีที่สำคัญมาก คนที่ไม่ถึงระดับปรมัตถบารมีใช้อธิษฐานไม่เป็นด้วยซ้ำไป บางคนก็เข้าใจผิดว่า อธิษฐานบารมี อย่างเช่นว่า ทำบุญแล้วขอให้เป็นนั่นขอให้เป็นนี่ ขอให้ได้นั่นขอให้ได้นี่ปรากฏว่าเป็นการโลภเขาไปคิดอย่างนั้น อันนั้นไม่ใช่ อธิษฐานบารมีเป็นการเจาะจงว่าผลบุญที่เราทำจะให้มันเกิดอะไร จะให้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ สำหรับตัวเราเป็นการเจาะจงเวลา ถ้าหากว่าเราต้องการของอย่างหนึ่งตอนนี้ ถ้าเราไม่ตั้งใจไว่กอนมันมาอีกโน่นปี ๒ ปี ข้างหน้า ซึ่งไม่มีประโยชน์กับเราแล้ว


    อธิษฐานบารมีเป็นการยิงปืนเล็งเป้าเพื่อให้ถูกต้องเป้าหมาย ถ้าหากยิงเหวี่ยงแหส่งเดชไปมันอาจจะไม่ถูกเป้าหมายเลยก็ได้ สิ่งที่เราทำไม่ว่าจะดีหรือชั่วเขาส่งผลอยู่แล้ว


    อธิษฐานบารมีนี่เป็นการจำกัดว่าจะให้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดผลอย่างไร มันไม่ได้โลภอะไรเลย เพียงแต่กำหนดให้มันแน่นอนลงไปเท่านั้น เรื่องของอธิษฐานบารมีนี่ถ้าหากว่าเราสร้างสาเหตุได้เพียงพอ ผลมันก็จะเกิด ทีนี้ถ้าหากว่าเหตุมันยังไม่พอผลมันก็ยังไม่เกิดหรอก


    อย่างเช่นว่าน้ำขวดนี้ ยกตัวอย่างน้ำนี่ง่ายดี ถ้าหากว่าโยมสร้างเหตุเพียงพอก็คือ น้ำมันจะเต็มขวดแล้ว โยมตั้งใจอธิษฐานขอน้ำขวดหนึ่งโยมได้แน่นอน แต่ถ้าหากว่าน้ำมันแค่นี้ แล้วโยมตั้งใจขอน้ำขวดหนึ่งโยมได้แน่นอน แต่ถ้าหากว่าน้ำมันแค่นี้ แล้วโยมตั้งใจขอน้ำเต็มขวด เขาก็ให้เราไม่ได้เพราะว่ายังไม่เต็ม
    เพราะฉะนั้นเราต้องทำเหตุให้เพียงพอ ผลถึงจะได้ เรื่องของธรรมะเป็นเรื่องตรงไปตรงมา


    ที่หลวงพ่อโตวัดระฆัง ท่านบอกว่า ถ้าเจ้าไม่สร้างเอาไว้แล้ว เที่ยวไปขอร้องขอต่อคนอื่นเมื่อไหร่เจ้าจะได้ เพราะฉะนั้นก็เลยจำเป็นอยู่ตรงนี้ว่า เราต้องทำให้เพียงพอ ถึงเวลาอธิษฐานว่าเราต้องการอย่างไรมันถึงจะเป็นอย่างนั้น


    สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

    ที่มา : เว็บ กระโถนข้างธรรมาสน์

    วัดที่ไปแล้วโปรดอย่าไปอีก

     

    ช่วงระหว่างวันที่ ๑๖ - ๒๒ เมษายน ๒๕๕๒ ผู้เขียนมีโอกาสเข้าวัดฝีกวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ครั้งที่ ๒ จึงถือโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เล่าประสบการณ์ชีวิตคนอยู่วัดให้ผู้อ่านได้ทราบค่ะ


    บทพิสูจน์คนจริง


    ก่อนเดินทางหนึ่งวัน ร่างกายเริ่มมีปัญหาปวดที่ข้อเท้า และไหล่ขวา จิตใจเริ่มลังเลจะไปดีหรือไม่ อย่างไรก็ต้องไปเพราะตั้งใจไว้แล้ว อีกทั้งยังชักชวนญาติมิตรอีก ๔ คน

    ถ้าผู้เขียนไม่ไปคนเดียวคนอื่นก็ไปไม่ได้เพราะไม่มีใครขับรถพาไป
    วันที่ ๑๖ เม.ย. ตัดสินใจเดินทางทั้ง ๆ ที่ข้อเท้าเริ่มปวดมากขึ้น เดินไม่ถนัด ใช้เวลาขับรถยนต์จากนครปฐม เกือบ ๔ ชั่วโมงไปถึงในเวลา บ่ายสามโมง ลงทะเบียนเข้าที่พัก เห็นบัตรที่พักก็ใจหายเพราะอยู่ที่โรงเรียนปริยัติธรรม ชั้น ๓ แค่เดินชั้นล่างก็แย่แล้ว ต้องขึ้นบันไดไปถึงชั้นสาม...

    จะเป็นอย่างไร อาศัยใจสู้ ฝืนเดิน แล้วก็พยายามทายา ใส่ยางยืดรัดข้อเท้าบรรเทาอาการปวด เดินเขย่งขึ้นบันไดด้วย
    ความเจ็บปวด เสียวแปลบ แต่ก็ไม่ถอดใจ...


    บรรยากาศการปฏิบัติ


    ในที่นี้คงไม่เขียนละเอียด เล่าโดยสังเขปละกันค่ะ ประมาณ
    ห้าโมงเย็น หลังจากรับประทานอาหารเย็นที่โรงทานแล้วก็ไปปฏิบัติธรรม โดยเจ้าหน้าที่แยกผู้มาใหม่กับผู้ที่เคยมาแล้วออกจากกันเริ่มเดินจงกรม ๒๐ นาที นั่งสมาธิ ๒๐ นาทีในรอบแรก และเดินจงกรม ๔๐ นาที นั่งสมาธิ ๔๐ นาที ในรอบที่สอง

    ส่วนวันอื่น ๆ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ - ๒๒ เม.ย. จะมีกิจกรรมที่เหมือนกันคือ
    รอบแรก พระตีระฆังในเวลา ๐๓. ๓๐ น. ทำภารกิจส่วนตัว
    จากนั้นก็ไปพร้อมกันที่ศาลา เริ่มทำวัตรในเวลา ๐๔.๐๐ น

    จากนั้นก็เดินจงกรม นั่งสมาธิ รวมแล้วประมาณชั่วโมงเศษ ๆ เสร็จแล้วก็ไปรับประทานอาหารเช้าในเวลา ๐๖.๓๐ น.

    รอบที่สอง เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. (เดินจงกรม นั่งสมาธิ)
    รอบที่สาม เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. (เดินจงกรม นั่งสมาธิ)
    รอบที่สี่ เวลา ๑๘.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. (ทำวัตรเย็น เดินจงกรม นั่งสมาธิ)


    ความร้อนพิสูจน์ทอง ความทุกข์พิสูจน์คน


    การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เดิน ๆ นั่ง ๆ ไม่ง่ายอย่างที่คิด ต้องเสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส เพราะการฝึกปฏิบัติเพิ่มความเข้มข้นขึ้น เรื่อย ๆ จากรอบละ ๔๐ นาที เป็น ๔๕ นาที ๑ ชั่วโมง ๑.๑๕ ชั่วโมง และ ๑.๓๐ ชั่วโมง ใครที่ไม่เคยฝึกนั่งคงไม่รู้หรอกว่า อิริยาบถบังทุกขัง อย่างไร

    (หากเราพิจารณากฎไตรลักษณ์ เราจะพบว่า ร่างกายนี้เป็นอนิจจัง
    ทุกขัง อนัตตา แต่ที่เรามองไม่เห็นเพราะมีบางสิ่งบดบังอยู่)

    ในระหว่างที่เดินจงกรม นั่งสมาธิ ช่วงเสวยทุกขเวทนา รู้สึก
    เบื่อหน่ายในกองขันธ์ทั้ง ๕ เห็นแต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป เห็นการเกิดดับของจิตที่ทำงานอย่างรวดเร็ว ต้องคอยกำหนดและตามดูแลใจที่เหมือนลูกลิงที่ซุกซน บางครั้งก็เกิดอาการน้ำตาซึมด้วยความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ อีกนานเพียงใดจึงจะข้ามพ้นห้วงมหรรณพอันยาวไกล

    ฝ่าคลื่นแห่งกิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปดไปได้พ้น…. นึกสงสารและเวทนาตัวเองไม่น้อย

    ช่วงที่ปฏิบัติห้ามพูด ห้ามคุย เพราะต้องฝึกสติอยู่ตลอดเวลาในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน การเดินต้องกุมมือไว้
    ข้างหน้า ห้ามแกว่งแขน ห้ามนั่งไขว่ห้าง ห้ามยืนดื่มน้ำ ห้ามถูกเนื้อต้องตัวเพศตรงข้าม ต้องคอยระมัดระวัง
    แม้แต่เด็ก ๆ ก็ห้ามแตะต้องเพราะถือพรหมจรรย์อยู่

    เพื่อนนักปฏิบัติธรรมบางคน มาอยู่ได้คืนเดียวก็กลับบ้าน
    ทั้ง ๆ ที่มาจากต่างจังหวัด บางคนนอนไม่หลับก็ทนไม่ไหว บางคนบอกว่าเวลานั่งเห็นวิญญาณมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้า ( ฟังแล้วก็ขนลุกไม่รู้ว่าของจริงหรืออุปาทานกันแน่)

    บางคนมาจาก จ.นครราชสีมา บอกว่าอยู่บ้านเคยนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นสบาย มาอยู่ที่นี่ ผู้คนมากมาย อึดอัด ร้อนก็ร้อน กลับบ้านดีกว่า…..


    เด็กสาวบางคนเล่าให้ฟังว่า พี่ชายมาส่งแล้วกลับไปแล้ว ไม่มีที่พักเพราะคนมากันมากโดยเฉพาะช่วงคืนวันศุกร์
    (การมาปฏิบัติธรรมที่นี่จะมีสองช่วงคือ มาวันโกนและกลับวันโกนอาทิตย์ต่อไป และ มาวันศุกร์ กลับวันอาทิตย์ ซึ่งมีคนมากันมาก) ไม่มีที่พักต้องไปพักหน้าอาคารพักซึ่งที่วัดมีสุนัขมาก สุนัขก็มาเลียหน้าตา ยุงก็กัด คนก็คุย
    นอนก็นอนไม่หลับ ได้แต่นอนร้องไห้น้ำตาไหล
    ด้วยความอดทน…..


    ส่วนผู้เขียนก็กัดฟันทน เดินจงกรม ตั้งแต่ปวดขามาก ๆ เดินไปเดินมา อาการเจ็บปวดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อเท้า หรือไหล่ก็ค่อย ๆ หายในที่สุด


    ทุกคนที่มาที่วัดแห่งนี้มาด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน บางคนก็บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตนตั้งสัจจะไว้ บางคนก็ท้อแท้สิ้นหวังเพราะลำบากกว่าที่คาดคิด ทั้งหมดคือบทพิสูจน์คน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามหากขาดอิทธิบาท ๔ ชีวิตทั้งทางโลก
    และทางธรรมย่อมล้มเหลวแน่นอน

    มาแล้วไม่ต้องมาอีก
    ช่วงที่ปฏิบัติ แม่ชีที่ดูแลจะคอยแนะนำการเดิน
    นั่งที่ถูกต้อง และพูดเสมอว่า “มาแล้วไม่ต้องมาอีก” ให้ไปปฏิบัติที่บ้านเพราะคนมากันมาก ทำให้อึดอัดแย่งอากาศกันหายใจ บางคนมาแล้วมาอีกไม่พัฒนา ไม่รู้จักเอาจริงเอาจัง มากี่ครั้ง ๆ ก็ไม่มีประโยชน์ ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา มากัน
    ตั้ง สามพันกว่าคน…..

    ผู้เขียนฟังแล้วก็เห็นใจเจ้าหน้าที่ ที่มีไม่กี่คนและทำงานไม่มีวันหยุดวันแล้ววันเล่า ที่ผู้คนหลั่งไหลมาที่วัดอัมพวัน เพราะบารมีหลวงพ่อจรัญ อีกทั้งอิทธิพลของสื่อสารมวลชนในเรื่องการสแกนกรรม ผู้คนยิ่งแห่กันมาอย่างคับคั่ง…. จนไม่แน่ใจว่าศรัทธาหรือกระแสกันแน่… และบอกกับตัวเองว่า มาแล้วคงไม่มาอีก ไม่ใช่ที่นี่ไม่ดีหากแต่ดีมาก ทางวัดพยายามอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชุดขาว ย่ามใส่ของ รองเท้าแตะ ขันน้ำพลาสติก มีให้ยืมหมด

    อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์ด้วยความเมตตาของหลวงพ่อ
    ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงหลั่งไหลกันมา

    แต่คนที่เคยมาแล้วก็ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นได้มาปฏิบัติอย่างสะดวก สบาย ไม่อึดอัด ไม่เดือดร้อนเรื่องที่พัก และการบริการ อีกทั้งเจ้าหน้าที่จะได้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าบ้าง…..

    มาแล้วโปรด
    อย่ามาอีกเลยนะคะ

     

     

     

    ที่มา : โดย คุณ ธรรมทิพย์ จาก เว็บบอร์ด พลังจิต

    วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

    ดูอย่างไร…ใครเป็นคู่ตุนาหงัน

     

    ดูอย่างไร…ใครเป็นคู่ตุนาหงัน

    เมื่อพานพบผู้คนอันหลากหลายในโลกกว้างจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคู่เราบ้างและเขาผู้นั้นเป็นคู่ประเภทใดการพิจารณาดูว่าใครเป็นคู่บ้างนั้นสามารถดูได้ 3 ระดับความแม่นยำคือ


    1.ดวงใจบ่งบอกออกมาเป็นความรู้สึกเป็นวิธีทั่วๆไปที่บุคคลทั้งหลายสามารถสังเกตุได้และล้วนเคยมีประสบการณ์มาแล้วทั้งสิ้นเช่น
    เมื่อเจอคู่กัดจะรู้สึกหมั่นไส้ เขม่น อึดอัดแม้จะยังไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อน
    เมื่อเจอคู่กามจะมีอาการสะดุดใจเล็กน้อยถ้าเพ่งพินิจก็จะกระสันในกันและกัน แต่พอผ่านไปก็ไม่ได้คิดถึงคะนึงหา
    เมื่อเจอคู่กรรมถ้าคู่กรรมดี ก็จะรู้สึกถูกชะตา สบายใจอยากเป็นมิตรกัน ถ้าเป็นคู่กรรมชั่ว ก็จะรู้สึกคุ้นเคย พอรู้จักกันจะมีอาการหนักใจเมื่อมาเป็นมิตรกันก็รู้สึกระวังตัว ไม่เปิดใจต่อกันเต็มที่
    เมื่อเจอคู่ธรรมจะรู้สึกอบอุ่นมาก สิ่งต่างๆจะกลมกลืนลงตัวสนิทใจ เชื่อใจกัน
    เมื่อเจอคู่บารมีประดาพลังผูกพันอันมีอยู่ในใจ จะฉายออกมาเป็นความเบาใจ ความสุขใจ ความอุ่นใจและคิดคะนึงถึงโดยไม่รู้สาเหตุแม้ขณะที่ยังไม่รู้จักกันก็ตาม
    เหล่านี้คือความรู้สึกบางส่วนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเจอคู่ของตนแต่วิธีนี้ผิวเผินมากอาจพลาดได้ง่าย


    2. การดูภาพซ้อนด้วยตาทิพย์วิธีนี้สามรถทำได้เฉพาะคนฝึกฝนจิตใจตนเองพอสมควรจนมีสมาธิอ่อนๆแล้วเท่านั้น
    การเห็นภาพทิพย์ คือจะเห็นกายทิพย์ของเขาที่เป็นอีกกายหนึ่งซ้อนอยู่กับกายธาตุกายทิพย์นั้นจะเกิดจากอำนาจใจและจะแสดงอาการของใจชัดกว่ากายเนื้อบางคนกายเนื้อเฉยอยู่ แต่กายทิพย์แอบแผ่รัศมีมาทางเรา หรือมาโอบเราไว้ก็มีหรือหากไม่มีอาการดังกล่าวอย่างน้อยก็จะเห็นเป็นร่างทิพย์ที่คุ้นมากซ้อนอยู่กับร่างธาตุหยาบนี้นั่นแสดงว่าอาจจะเป็นคู่ประเภทใดประเภทหนึ่งของเราก็ได้
    วิธีนี้เป็นวิธีที่ชัดลึกกว่าความรู้สึกแต่ยังไม่เที่ยงตรงเท่าวิธีต่อไป


    3. การระลึกชาติวิธีที่จะตรวจสอบได้แน่นอนมากก็คือการระลึกชาติการระลึกชาติอาจทำได้2กรณี
    1) ระลึกคนเดียวหากใครคนใดคนหนึ่งฝึกจิตพอสมควร ก็จะระลึกได้ว่าชาติก่อนตนเคยเป็นคู่กับใครหรือใครเป็นคู่กับตน เป็นอยู่กันอย่างไรมีอธิษฐานร่วมกันหรือไม่
    2) ระลึกคู่ การระลึกชาติคู่คือระลึกพร้อมกันทั้ง2คน ซึ่งทั้งคู่จะเห็นภาพในอดีตของตนได้ว่าเคยอยู่กันมาตั้งแต่ไหนอย่างไรย้อนไปเป็นชาติๆ


    คนที่จะทำเช่นนี้ได้จะต้องมีสมาธิดีมากถ้าสมาธิไม่ดีพอจะรู้สึกเป็นพลัง เคลื่อนออกมาจากใจเป็นระลอกๆเฉยๆ โดยไม่เห็นภาพแต่ความรู้สึกที่ปรากฏก็จะชัดเจนว่าเป็นความผูกพันของบุญบาปบารมีที่บำเพ็ญร่วมกันมามากบ้างน้อยบ้างการระลึกชาตินั้นมีหลายระดับคือ
    การระลึกชาติระดับต้น เมื่อมีสมาธิระดับต้น คือฌานสอง ที่ระงับ วิตก วิจารในสิ่งทั้งหลายแล้วจิตก้าวล่วงจากการเกาะเกี่ยวในกาลเวลาแล้วน้อมใจดูอดีตจะเห็นเป็นภาพแห่งอดีตปรากฏขึ้นชัดมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับระดับสมาธิแต่การระลึกชาติในระดับนี้มีความเที่ยงตรงต่ำเพราะจิตระดับนี้แม้ได้สมาธิบ้างแล้วแต่ยังไม่มั่งคงนัก จิตจะปรุงแต่งได้ง่ายดังนั้นยังเชื่อถือไม่ได้เต็มที่การเห็นนั้นเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นอาจจะถูกก็ได้ผิดก็ได้ ดังนั้น การเห็นในระดับนี้จึงยังไม่ควรสนใจ
    การระลึกชาติระดับกลาง เมื่อมีสมาธิระดับกลาง คือฌานสาม ที่ระงับปิติแล้ว ใจจะเป็นสุขอยู่กับตนเองเมื่อเพ่งเข้าไปในใจให้ลึกยิ่งขึ้นโดยลำดับจะปรากฏเป็นสัญญาณแห่งความทรงจำในอดีตไหลเคลื่อนออกมาทาง node เหนือหัวใจแล้วมาปรากฏเป็นภาพที่สมอง การระลึกในระดับนี้มีความเที่ยงตรงมากขึ้นแต่ความชัดเจนจะยังไม่สมบูรณ์
    การระลึกชาติระดับสมบูรณ์เมื่อมีสมาธิระดับสูง คือฌานสี่ ละความสุข ละความทุกข์ ละความดีใจละความเสียใจได้ ใจเป็นอุเบกขาด้วยสติอันบริสุทธิ์แล้วเพ่งภายในโดยลำดับและปล่อยวางโดยลำดับจนกระทั่งมีการล้างสัญญาของปัจจุบันชาติออกหมด ซึ่งจะมีอาการปรากฏเหมือนไฟฟ้าช๊อตดั่งว่าจะตาย ไม่ต้องกลัวจงยอมตายเสีย (หาไม่จะค้างภาวะสัญญาใหม่คลายออกไม่หมด)เมื่ออาการดังกล่าวหยุดลงแล้ว จะปรากฏตัวเราในอดีตชาติออกมาจากตัวเราที่นั่งอยู่อย่างชัดเจน การระลึกชาติในระดับนี้เป็นการระลึกแบบสมบูรณ์เที่ยงตรง ไม่มีความผิดเพี้ยนใด ซึ่งบุคคลจะระลึกชาติได้นั้นต้องฝึกสมาธิเป็นประจำจนได้สมาธิจริงๆ จึงจะระลึกได้สิ่งที่สำคัญมากคืออย่านึกเดาเอาเองว่าอดีตเราเคยเป็นอะไรเพราะนั่นคือ
    ความฝันกลางวันหรือแม้ฝันกลางคืนก็ยังเชื่อถือไม่ได้เพราะความฝันของมนุษย์นั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุเช่น ธาตุกำเริบ จิตใจหมกมุ่น สมาธิอ่อน เจตภูตออกเที่ยวหรือพรายนิมิต

    เนื้อคู่

    บุคคลที่อยู่ในระดับสูงของวิวัฒนาการแล้วและมีคุณสมบัติเป็นมนุษย์พิเศษจำนวนมากที่ไม่มีคู่ชีวิต เช่น พระสารีบุตรพระโมคัลลานะ พระกัจจายนะ พระรัฐปาลและพระราหุล เป็นต้นแต่บุคคลเหล่านี้จะมีคู่ธรรมแทนเช่น
    พระสารีบุตรเป็นคู่ธรรมกับพระโมคคัลลานะ จะเกิดด้วยกันเกือบทุกชาติเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการปฏิบัติธรรมจนกระทั่งชาติสุดท้ายได้สำเร็จอรหันต์ในตำแหน่งอัครสาวกด้วยกันนับเป็นเพื่อนแท้อีกคู่หนึ่งในโลก หรืออย่างพระราหุล กับพระนางอุบลวรรณา(กัณหา-ชาลี ในอดีตชาติ)เป็นคู่ธรรมกันมักจะเกิดเป็นพี่น้องกันเกือบทุกชาติเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลการปฏิบัติธรรมของกันและกันนับเป็นพี่น้องที่ยืนยาวมากอีกคู่หนึ่งในโลกบุคคลเหล่านี้ท่านไม่นิยมคู่ชีวิตเพราะยุ่งยาก ไม่เป็นอิสระไม่เอื้อต่อความสงบจึงมีคู่ธรรมแทน
    บุคคลที่ควรจะมีคู่คือ ผู้ที่จะบำเพ็ญเพียรเป็นพระพุทธเจ้าบุคคลเหล่านี้จะต้องฝ่าความระกำลำบากนานาประการ เป็นสัตว์ทุกชนิดเป็นมนุษย์ทุกประเภท เป็นเทวดาทุกภพทุกภูมิ เป็นพรหมทุกชั้นต้องเคยอยู่เคยเป็นทุกอย่าง เพื่อจะได้รู้แจ้งแทงตลอดธรรมชาติอย่างโปร่งปรุพระพุทธเจ้าเปรียบว่าผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าเสมือนคนที่เห็นทะเลกำลังเดือดแล้วประสงค์จะว่ายน้ำ ฝ่าทะเลเดือดเพื่อไปช่วยมหาชน ณ ฝั่งที่ยังมองไม่เห็นใครมีความกล้าอุทิศตนถึงเพียงนี้ จึงอาจบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าได้และในการบำเพ็ญตลอดทางอันไกลกันดารยาวนานนั้น มักจะทรงเลือกคู่บารมีเพื่อจะคอยเกื้อกูลประคับประคองกันในการปฏิบัติธรรม
    หากจะถามว่าพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญเพียรอยู่นั้นกับคู่บารมีของพระองค์มีทุกข์ระหว่างกันบ้างหรือไม่ ก็บอกได้เลยว่ามี มีมากกว่าคนธรรมดาด้วยเพราะความผูกพันอันยาวนานจะฝังรากลึก เวลาสมหวังก็ดีใจลึกๆเวลาผิดหวังก็เสียใจร้าวลึกเช่นกันแต่คนที่จะเป็นคู่บารมีได้จะต้องอุทิศชีวิตให้แก่กันและกันได้และจะต้องมีอธิษฐานจิตกำกับทุกชาติไปดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นจึงมักถูกคลี่คลายได้โดยไม่ยาก
    สำหรับมนุษย์โดยทั่วไปที่ไม่ได้อธิษฐานเป็นคู่กันตลอดกาลมักจะพานพบและมีความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามอย่างสับสนชาติหนึ่งอาจจะเป็นคู่กับอีกคนหนึ่ง พออีกชาติหนึ่งไปเป็นคู่กับอีกคนหนึ่งชาติอื่นอาจจะไปเป็นคู่ของคนอื่นอีกเรื่อยไปต้องเริ่มต้นเรียนรู้ทำความเข้าใจกันใหม่อยู่ร่ำไปครั้นมาเจอคู่คนเก่าในชาติเดียวกันก็จะหลายใจ และมักมีปัญหาความสำส่อนตามมาอันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งสิ้น จึงทำให้เกิด คู่กัด คู่กามคู่กรรมตามแต่กรณี


    ที่มา http://www.watcharathath.com/modules...1&new_topic=19

    วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

    ผลกรรมที่ทำให้เราเดือดร้อนเรื่องเงิน เก็บเงินไม่อยู่

    หลายคนมักมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องทอง


    บางคนเดือดร้อนเพราะรายรับไม่พอรายจ่าย
    บางคนเดือดร้อนเงินเพราะถูกหลอกถูกโกง ถูกเอาเปรียบเรื่องเงิน
    บางคนก็เก็บเงินอยู่ แต่ต้องหมดไปกับการรักษาโรค ค่าเทอมลูก
    และค่าใช้จ่ายต่างๆของคนรอบข้าง


    การเดือดร้อนเรื่องเงิน ก็มีหลายสาเหตุ


    เอากันในแง่นิสัยก่อน บางคนเก็บเงินไม่อยู่เพราะนิสัยชอบใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
    ได้เงินมาก็เอาไปใช้หมดเพื่อสนองกิเลสตนเอง
    ส่วนใหญ่เกิดจากตอนเด็กๆ ถูกเลี้ยงดูมาจนเคยตัว พ่อแม่ตามใจ
    จึงไม่ค่อยเห็นคุณค่าของเงิน ไม่รู้จักการเก็บออม
    หรือบางคนทางบ้านมีฐานะะดี แล้วตัวเองเกิดมามีกินมีใช้ จึงเก็นเงินไม่อยู่


    สาเหตุต่อมา คือ เป็นเรื่องวิบากกรม
    คือตัวเองเป็นคนเห็นค่าของเงิน รู้จักเก็บ ไม่ใช่เป็นคนฟุ้งเฟ้อ
    แต่ต้องมีเหตุต้องเสียเงินไป โดยที่เราต้องจำยอม หรือ
    มีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน
    จึงเก็บเงินไม่อยู่


    ที่เป็นเช่นนี้ อาจผลของวิบากกรรม ที่เคยกระทำสิ่งผิดๆเกี่ยวกับเงินทองของผู้อื่นมาในอดีต หรือ อดีตชาติ
    เช่น ชาติก่อนหรือชาตินี้ เคยไปหยิบยืมเงินใครมา แล้วไม่ยอมใช้คืน
    หรือ เคยทุจริตเงินทองของคนอื่น เช่นไปหลอกลวงเขา หรือให้เขาเสียผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง
    หรือบางคน โกหกพ่อแม่ บอกจะขอเงินไปทำอย่างหนึ่ง แต่กลับไปใช้อีกอย่างหนึ่ง
    เช่น ขอเงินพ่อแม่ไปจ่ายค่าเทอม แต่ขอมากกว่าค่าเทอมจริง เพื่อเอาส่วนที่เหลือไปใช้จ่ายส่วนตัว
    แบบนี้ก็เป็นทุจริตกรรม


    และอีกมามาย ที่เกี่ยวกับเงินๆทองที่เราอาจตั้งใจหรือพลั้งเผลอทำผิดไป
    ย่อมมีผลให้ชาตินี้ เราจึงปีปัญหาเรื่องเงินทอง เก็บเงินไม่อยู่ เป็นหนี้สิน หรือล้มละลาย ถุกหลอก ถูกโกง
    ถุกเอาเปรียบเรื่องเงิน เป็นต้น


    วิธีแก้ไข
    มีวิธีแก้ทางโลกและทางธรรม
    แก้ทางธรรม
    เมื่อเป็นผลของวิบาก ก็ต้องแก้ที่การกระทำของเราในปัจจุบัน
    เมื่อเราไปทำบุญที่วัด ก็เอาเงินหยอดใส่ตู้บริจาคที่วัด จะเป็นเงินมากน้อยไม่สำคัญ อยุ่ที่ใจที่ศรัทธา
    และสำนึกผิดในการกระทำไม่ดีในเรื่องเงินทอง
    หรือจะทำบุญถวายสังฆทานก็ได้
    แล้วตั้งจิตให้เเป็นกุศล แล้วอธิษฐานจิตว่า


    "หากข้าพเจ้าเคยมีกรรมเกี่ยวกับเรื่อง เงินทอง กับผู้ใด หรือ
    เคยทำทุจริต นำเงินทองใครมาโดยไม่ชอบธรรมในอดีตที่ผ่านมา
    ทั้งที่ข้าพเจ้าจำได้หรือจำไม่ได้ก็ดี ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี
    ด้วยผลแห่งทานที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในครั้งนี้
    ขอให้หมดเวรหมดกรรมเรื่องเงินทองตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเถิด"
    แล้วอุทิศส่วนกุศลนี้ใหเจ้ากรรมนายเวร


    ควรทำบ่อยๆ ส่วนจะหมดเวรหมดกรรมเมื่อไหร่
    ก็อยู่ทีวิบากกรรมนั้นจะหนักหนาแค่ไหน
    ถ้าหนักมากก็อาจต้องทำบ่อยมาก

    นี่คือการแก้ไขทางธรรม
    ส่วนแก้ไขทางโลกนั้น ใครที่รู้ตัวมักเสียเงินโดยใช่เหตุบ้าง
    เสียโดยไม่เป็นธรรมบ้าง
    ถูกเอาเปรียบเรื่องงิน มีเงินทีไร เป็นทุกขลาภทุกที
    ขอให้เอาเงินทีได้มาไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ เช่นบ้าน ที่ดิน เก็บไว้
    เรียกว่าโยกย้าย แปรรูปทรัพย์ให้เป็นทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้แทน
    หรือให้คนอื่นที่ไว้ใจเก็บเงินแทนเรา
    อย่างนี้ก็ช่วยได้

    ที่มา ผลกรรมที่ทำให้เราเดือดร้อนเรื่องเงิน เก็บเงินไม่อยู่ - PaLungJit.com

    วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

    สังหรณ์จากสัตว์ต่างๆ

    ถ้าสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู หรือสัตว์ 4 เท้า หรือ 2 เท้า วิ่งผ่านหน้าเราจากขวาไปทางซ้าย ทายว่า จะประสบอุปสรรคในหนทางข้างหน้า หรือ ไม่ประสบผลในจุดหมายปลายทางที่จะไป ไม่ควรคิดเดินทางต่อไป หรือควรเปลี่ยนจุดหมายเสียใหม่

     

    ถ้าสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู หรือสัตว์ 4 เท้า หรือ 2 เท้า วิ่งหรือผ่านหน้าเรา จากซ้ายไปขวา ทายว่า หนทางข้างหน้าจะปลอดโปร่ง จะประสบผลสำเร็จในจุดหมายปลายทางที่จะไป หรือจะมีโชคลาภข้างหน้ารออยู่





    ถ้าสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู หรือสัตว์ 4 เท้า หรือ 2 เท้า วิ่งหรือออกมาจากข้างทาง และเลื้อยคลานหรือวิ่ง นำหน้าเราไป จะชั่วอึดใจหรือนานเท่าไรก็ตาม ทายว่า คุณกำลังจะได้รับโชคลาภ ศัตรูที่อยู่ข้างหน้าเราจะมีอันพ่ายแพ้






    ถ้าสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู หรือสัตว์ 4 เท้า หรือ 2 เท้า วิ่งหรือสวนทางจากข้างหน้า เลยไปหลังเรา ทายว่า ให้พึงหยุดพักชั่วขณะก่อน จึงค่อยคิดเดินทางต่อไป เพราะทางข้างหน้ามีจังหวะโชคร้าย หรือ เคราะห์ร้ายรอคุณอยู่ ถ้าหยุดพักเสียครู่ก่อน เคราะห์ช่วงนั้นจะสูญสิ้นไปได้




    ถ้าสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู หรือสัตว์ 4 เท้า หรือ 2 เท้า วิ่งมาชนด้านหลัง ทำนาย ว่าให้เร่งรีบในการเดินทางไปยังจุดหมาย เพราะถ้าช้าจะคลาดเคลื่อนเวลา อาจประสบความล้มเหลวหรือผิดหวัง



    ถ้าสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู หรือสัตว์ 4 เท้า หรือ 2 เท้า วิ่งมาชนด้านหน้าอย่างจัง พึงระงับยับยั้งการเดินทางในวันนั้นต่อ วันรุ่งขึ้นจึงค่อยออกเดินทางใหม่

    วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

    เต่าเจ้าปัญญา

     

    กระดองเต่ามี 6 รู คือ ศรีษะ1 ขา4 หาง1

    ในเวลาที่ไม่มีอันตราย เต่าจะเดินไปเรื่อยๆ

    แต่เมื่อมีอันตรายเกิดขึ้น

    เต่าก็จะรีบหดตัวอยู่ในกระดอง

    จนกว่าจะรู้สึกตัวว่าปลอดภัย

    จึงค่อยๆโผล่หัวออกมาดูว่าปลอดภัยหรือยัง

    แล้วจึงโผล่ขาและหางออกมาเดินช้าๆ เรื่อยๆ ต่อไป

    การปฏิบัติของเรา ก็ควรเอาอย่างเต่า

    เพราะเราก็มีทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

    เมื่อมีอะไรมากระทบแล้วยินดียินร้าย

    ก็ให้รีบหดเข้าไป อยู่กับลมหายใจออก ลมหายใจเข้า

    ไม่ต้องคิดไปตามอารมณ์

    แต่ให้หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สบายๆๆๆ

    จนใจสงบ ใจสบาย แล้วจึงค่อยๆ คิดอย่างมีสติปัญญา

    โดยเอาเต่าเป็นครู เป็นอาจารย์ของเรา... 

     

    จาก หนังสือ ทำใจเป็นธรรม  สุขภาพใจดี ต้อนรับปีม้า  โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก วัดสุนันทวนาราม จ.กาญจนบุรี

    วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

    ความฝันที่บอกล่วงหน้าว่าคุณจะพบคู่

    คนมากมายคิดว่าการนอนหลับเป็นเรื่องเสียเวลาและความฝันก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆ แต่ผู้ศึกษาวิชา dream analysis รู้ว่ามีกลไกทางจิตวิทยาที่ผลักดันชีวิตคนเราอยู่และมนุษยชาติถูกร้อยรัดเข้าด้วยกันกับ universal intelligence หรือภูมิปัญญาจักรวาล ส่วน ‘เสียงภายใน’ ที่มนุษย์รู้สึก เรียกว่า inner intelligence หรือภูมิปัญญาภายใน สองภูมิปัญญานี้สื่อสารสู่กันผ่านทางความฝัน ความผันจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสะสางแก้ไขปัญหาชีวิตและช่วยพาเราไปสู่ self-growth การเติบโตของตัวเราเอง

    ตลอดเวลาที่ฉันใช้หลักวิชาวิเคราะห์ความฝันในการช่วยคนรอบข้างตีความ message จากฝันเพื่อช่วยพวกเขาคลี่คลายปมปัญหาและนำทางชีวิตนั้น คำถามยอดอมตะที่ฉันโดนถามอยู่เสมอคือ

     

    ‘ฝันแบบไหนถึงจะรู้ว่าเรากำลังจะเจอความรัก’ และ ‘ฝันถึงงู เราจะเจอเนื้อคู่หรือเปล่า?’ 

    ขอบอกเลยว่าในคลังวิชาการวิเคราะห์ความฝัน ทั้งแบบเก่าแก่โบราณ (Traditional dream analysis) ที่เน้น ‘ทำนายดวง (fortune-telling)’ กับแบบความฝันยุคใหม่ (Modern dream analysis) ของ 2 อภิปรมาจารย์ทางวิชาความฝัน คือ ท่านซิกมุนด์ ฟรอยด์ ที่เน้นกลไกทางจิตวิทยา (Psychological meanings)

    และคาร์ล จัง ที่เน้นการแก้ไขความรู้เชิงจิตวิญญาณ (Spiritual meanings) ต่างมีการบันทึก ความฝันที่เป็นสารบอกเหตุล่วงหน้าเกี่ยวกับคู่ในอนาคต ทั้งนั้นค่ะ ก็เพราะเรื่องความรักและเนื้อคู่นี่เป็นเรื่องยอดฮิตที่คนเกือบทั้งโลกอยากรู้ แล้วเราจะละเลยได้อย่างไรเล่า

     

    ความฝันที่บอกว่าคุณจะได้พบคู่หรือกำลังจะเจอความรัก

    1. ฝันถึงงู (งูรัด ถ้างูกัดต้องเป็นงูใหญ่เท่านั้น)
    2. ฝันถึงเครื่องประดับสวยงาม โดยเฉพาะอย่างแหวน

    3. ฝันถึงน้ำหอม
    4. ฝันถึงดอกไม้
    5. ฝันถึงฝนตก

    * ฝันถึงงู *

    ‘งู’ ในหลายๆ วัฒนธรรมหมายถึง กามารมณ์ ‘ซิกมุนด์ ฟรอยด์’ ให้ความหมายว่าเป็นอวัยวะเพศชาย บางวัฒนธรรมหมายถึงปัญญาแบบเซียนหรือหมายถึงเทพเจ้า แต่พี่ไทยบ้านเราฟันธงมาตลอดว่า ฝันถึงงูรัดจะเจอเนื้อคู่แน่นอน และฉันขอคอนเฟิร์มว่าจริง!

    แต่การฝันถึงงูที่เป็นการบอกเหตุล่วงหน้าว่าคุณจะเจอคู่แน่นอนนั้น ต้องมีลักษณะเฉพาะตรงตามนี้

     

    1. ต้องเป็นงูรัด หรืองูไล่เพื่อจะมารัดเท่านั้น

    ถ้างูนอนอยู่เฉยๆ นิ่งๆ โดยเฉพาะนอนในบ้านคุณหรือกลางป่าเขาลำเนาไพร จะหมายถึงเจ้าที่เจ้าทาง ไม่ใช่เนื้อคู่

    ตัวอย่าง มีคนฝันเห็นงูใหญ่นอนใต้บ้าน เช่น ใต้ดิน ใต้ถุน ใต้พื้นบ้าน ฯลฯ ใต้บ้านเป็นสัญลักษณ์ของระดับ subconscious หรือจิตใต้สำนึก แสดงว่าเจ้าที่เจ้าทางที่มีภูมิปัญญาประจำบ้านคุณ มาบอกให้ขุดค้นพลังจิตใต้สำนึกออกมาใช้ค่ะ ไม่ใช่หมายถึงว่าจะเจอคู่

    ถ้างูกัด จะไม่หมายถึงเนื้อคู่โดยตรง แต่หมายถึงการมีเรื่องกวนใจ มีปากเสียง

    งูนั้นต้องมีการสัมผัสร่างกายคุณเท่านั้น เช่น รัดรอบคุณ พันมือ หรือแข้งขาก็ได้ ถ้าไม่สัมผัสถูกเลยก็ไม่ใช่คู่

     

    2. ขนาดของงูมักจะปานกลางถึงใหญ่

    ถ้างูตัวเล็ก จะไม่หมายถึงคู่ โดยเฉพาะถ้าตัวเล็กและมาเป็นฝูง

    ตัวอย่าง เพื่อนฉันเคยฝันว่าถูกรุมไล่กัดโดยฝูงงูเล็กๆ ยั้วเยี้ย จนต้องหนีขึ้นตลิ่ง ปรากฏว่าเธอมีปัญหากับทีมงานทั้งทีมเลยค่ะ ขนาดงูยิ่งใหญ่ จะหมายถึงความสัมพันธ์ที่เข้มข้นขึ้นตามขนาดงู และถ้างูสวยงาม หรือเป็นงูใหญ่มีฤทธิ์ เช่น พญานาค จะหมายถึงระดับฐานะทางสังคมและชื่อเสียงของคนที่จะเจอ

     

    3. สีของงู จะบอกสภาพอารมณ์ของความสัมพันธ์

    สีแดง หมายถึงรักอันร้อนแรงแบบ sexual
    สีเหลืองนวลถึงเผือก หมายถึงความรักแบบกัลยาณมิตร เอื้ออาทร เป็นรักแบบ spiritual

    สีดำ คือรักแบบคาดหวังและเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธ หึง งอน แบบมนุษย์ earthy
    สีเขียวอ่อน หมายถึงสดชื่น เป็นธรรมชาติ
    สีเหลื่อมเลื่อมพิเศษ เช่น สีเขียวมรกต สีทองอร่าม สีเงินประกาย จะหมายถึงระดับฐานะของคู่มากกว่ารูปแบบความสัมพันธ์ เป็นต้น (เราจะเรียนเรื่อง ‘สีในความฝันบอกอะไร’ กันละเอียดอีกทีนะคะ)

    ตัวอย่าง ฉันฝันว่างูตัวปานกลางค่อนข้างใหญ่ ประมาณงูแสงอาทิตย์ สีดำแดงสลับกัน เข้ามารัดและกัดฉันหลายครั้ง ต่อมาฉันเจอชายหนุ่มที่ฉันหมั้นหมายด้วย ความสัมพันธ์ของเราเต็มไปด้วยอารมณ์ทุกประเภท ทั้งจี๋จ๋า โรแมนติก เคือง งอน ร้องไห้ ราวกับมิวสิกวิดีโอเพลงอาร์เอส ไม่มีช่วงสงบสุขเลย แต่ก็มันดีค่ะ (ฝันตรงเลยเนอะ)

     

    4. ลักษณะการที่งูเข้ามาหาคุณ บอกสภาพการที่คู่เข้ามาในชีวิต

    เข้ามาจู่โจมอย่างรวดเร็ว = เขาเข้ามาแบบรวดเร็วปุบปับ ไม่ตั้งตัว
    ค่อยๆ เลื้อยช้าๆ มาคลอเคลีย = ใช้เวลาในการสร้างความสัมพันธ์

    งูไล่แล้วคุณหนีไม่คิดชีวิต = เขาเป็นฝ่ายรักหรือจู่โจมคุณก่อน (บางกรณีอาจมีปล้ำ อันนี้ไม่ล้อเล่นค่ะ เรื่องจริง มันเกิดขึ้นมาแล้ว)

     

    5. สภาพอารมณ์คุณตอนเจองู สำคัญมากๆ

    โบราณว่า ‘ยิ่งกลัวงูมากเท่าไร ความรู้สึกในความสัมพันธ์ยิ่งเข้มข้น’พอรู้ว่ายิ่งกลัวยิ่งเข้มข้น คุณก็เฟคกลัวกลั๊วกลัวงูในฝันซะเลย ไม่ด้ายค่า!

     

    6. คุณทำอย่างไรกับงู บอกว่าคุณพร้อมแค่ไหนที่จะมีคู่

    ปฏิกิริยาคลาสสิกในการฝันว่างูรัดหรืองูไล่มาพันตัว คือ

    - พยายามปัดหรือวิ่งหนี แต่ไม่พ้น งูตามมาจนได้ (เสร็จงู ว่างั้นเถอะ) = คุณจะได้คบเป็นแฟนกับคนนี้แน่นอน

    - ทำร้ายงู หรือกระทั่งฟันงูขาด กระทืบๆ งูจนตาย = ไม่ว่าปากคุณจะบอกว่าอยากมีแฟนกับเขาซะทีแค่ไหน ในจิตใต้สำนึก จริงๆ คุณกลัวความรักมากๆ ค่ะ และความกลัวการมีคู่ กลัวมีความสัมพันธ์นี้มาแสดงออกในฝัน ยิ่งทำร้ายงูบอบช้ำรุนแรงเท่าไหร่ ยิ่งบอกความกลัวมากเท่านั้น (โถ งูผู้น่าสงสาร) เพราะฉะนั้นคุณอาจเจอคนถูกใจแต่เขาจะผ่านคุณไปในชีวิตจริง โดยที่คุณจะนึกว่า ‘ฝันไม่แม่นเลย’ แต่ที่จริงเป็นเพราะ subconscious คุณไม่พร้อมเปิดใจรับความสัมพันธ์ต่างหาก

    - วิ่งหนีสุดชีวิต งูก็ไล่ไม่ลดละ จนสะดุ้งตื่น = subconscious บอกความไม่พร้อมที่จะมีแฟนของคุณ หรือบอกความกลัวที่คุณรู้สึกลึกๆ ว่าคนคนนี้ไม่เหมาะสมกับคุณ จึงแสดงออกในฝันว่าคุณหนีงูสุดๆ และถ้างูตามไม่ลดละ (มุ่งมั่นมาก) อาจไม่ได้หมายถึงว่าคู่ของคุณตามตื๊อคุณอย่างเดียว แต่หมายถึงว่าแม้จะไม่มีความสัมพันธ์กัน เขาก็จะยังคงยืนยันที่จะอยู่ในชีวิตคุณอีกนาน ไม่หายหัวไปง่ายๆ (แต่อาจเปลี่ยนรูปแบบไปคบกันอย่างอื่น เช่น เป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อน หรือทำธุรกิจด้วยกัน)

    - สงบสุขท่ามกลางงูรัด = เอ๊ะ มีด้วยหรือเนี่ย? มีค่ะ ฉันไง นอนหลับปุ๋ยสบายเลย งูนุ่มดี เหมือนเตียงนุ่มและผ้าห่มห่มฉันให้หายหนาวเลย แสดงว่าสำหรับคู่คนนี้คุณพร้อมให้เขาเข้ามาในชีวิตอยู่แล้ว และสภาพความสัมพันธ์ก็จะสบายๆ อบอุ่น ปลอดภัย แต่ไม่หวือหวานะ

     

     

    * ฝันถึงเครื่องประดับ อัญมณี ฝันคลาสสิกแต่โบราณ บอกการเจอคู่ *

    เครื่องประดับในหลายๆ วัฒนธรรม หมายถึงของหมั้น และเป็นของขวัญสำหรับคนรัก ฟรอยด์ให้ความหมายเครื่องประดับว่า หมายถึงคนที่เรารัก และแหวน เป็นสัญลักษณ์ของ commitment/bond - การผูกมัดทางใจและความผูกพัน

    แต่การฝันถึงเครื่องประดับที่บอกเหตุล่วงหน้าว่าคุณจะเจอคู่ ต้องมีลักษณะเฉพาะเช่นกันค่ะ

    1. ถ้าเครื่องประดับนั้นเป็นแหวน หมายถึงคู่แน่นอน

    - ฝันว่ามีคนสวมแหวนให้ คุณจะได้เป็นคู่กับคนที่คุณรัก
    - ฝันว่ามีคนให้แหวน และคุณเอามาใส่ คุณกำลังมีคนหมายปอง (เจ้าของแหวนที่ให้)

    - ฝันว่าคุณให้แหวนคนอื่น หมายถึงคุณกำลังรักคนนั้นข้างเดียว

    2. ถ้าเครื่องประดับนั้นเป็นกำไล หรือสร้อยคอ ต้องมีการนำมาสวมใส่ลำคอหรือข้อมือ

    - หากคุณเป็นคนสวมใส่กำไลหรือสร้อคอให้ตัวเอง หมายถึง การได้พบและแต่งงานกับคนมั่งคั่ง หากมีคนสวมสร้อคอหรือกำไลให้คุณ คุณจะตกหลุมรัก และเป็นรักที่จริงใจ หากเครื่องประดับแตก หัก ขาด หล่น ความรักและการแต่งงานนั้นจะผิดหวัง

    3. ถ้าเป็นไข่มุก โบราณหมายถึง happy marriage

    ฟรอยด์จะตีความไข่มุกว่าเป็น female clitoris แต่หลายตำราหมายถึงการพบรักหรือแต่งงานกับคนดีพร้อมทั้งกายใจและทำให้เรามีความสุขมาก

     

     

    * ฝันถึงน้ำหอม *

    น้ำหอม เป็นเครื่องหมายของพลังดึงดูดทางเพศ และความงามที่เปล่งปลั่ง คุณกำลังมีเสน่ห์อย่างมาก จึงดึงดูดคนมาชอบมากมาย คุณจึงมีโอกาสพบคนที่ชอบ ได้เดต แต่อาจไม่ใช่เนื้อคู่

     

     

    * ฝันถึงดอกไม้ *

    ดอกไม้ เป็นเครื่องหมายของความรักและเพื่อนต่างเพศ หมายถึงความหวังที่จะพบรัก ในยุโรปยุคกลาง ดอกไม้ที่มีหนามหักหมายถึงการร่วมเพศ ในอินเดียหมายถึงความสุขสูงสุด คาร์ลยังระบุว่าดอกไม้หมายถึงอารมณ์และความรู้สึก

    สีของดอกไม้ที่คุณฝัน หมายถึงความรักแต่ละรูปแบบ

    ดอกไม้แดง หมายถึง sexual love รักแบบชู้สาวและมีเพศสัมพันธ์
    ดอกไม้ขาว หมายถึง รักบริสุทธิ์

    ดอกไม้น้ำเงิน หมายถึง ความรักที่ดวงวิญญาณและความรู้สึกหลอมรวมกันจนแข็งแกร่ง
    ดอก snowdrops หมายถึง การเอาชนะหน้าหนาวและความตาย
    สีเหลือง หมายถึง รักสามเส้า

    โบราณระบุว่าฝันว่าเก็บดอกไม้ เป็นสัญลักษณ์ของการจะพบประสบการณ์ทางเพศ หรือความมั่งคั่งร่ำรวย

    ถ้าจับดอกไม้มาจัดเป็นช่องาม หมายถึง การแต่งงานที่ทุกคนยินดีด้วย

     

     

    * ฝันถึงฝนตก *

    น่าแปลกจังค่ะ ทุกตำราความฝันที่ฉันมีระบุว่าฝันถึงฝนตกหมายถึงการพบรัก (ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเนี่ย) แต่รักนั้นเป็นอย่างไรต้องดูที่ประเภทของฝนค่ะ

    ฝนตกปรอยๆ คุณจะพบคนที่รักคุณอย่างจริงใจ

    ฝนฤดูใบไม้ผลิ คือความรักที่ดีงาม เป็นความสัมพันธ์ที่ให้ความชุ่มฉ่ำและชุบชีวิตใหม่แก่คุณ หลังจากพ้นฤดูหนาวอันแสบเยียบเย็น

    น่าแปลกอีก เรื่องที่ฝันถึงดอกกุหลาบ ฝันถึงเจ้าสาวเจ้าบ่าวหรือพิธีแต่งงาน กลับไม่ได้หมายถึงการพบรัก แต่ไปเน้นเรื่องชีวิตและการค้าแทน

    ดูคำนายฝันเต็มรูปแบบ เรียงตามตัวอักษร

    http://horoscope.sanook.com/inlove/in02148.php

    วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551

    การเจอกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

    มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมากคบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน
    เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน

    ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่าคู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน
    โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
    เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมากร้องไห้
    ไม่กินไม่นอนไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ



    เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ ไปหาหมอเท่าไหร่ ก้อไม่ดีขึ้น
    ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา
    เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้าน

    จึงเคาะประตู เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่าเป็นพระจึงบอกว่า
    ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตา แล้วพูดว่า
    "อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาตร ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย"
    อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย ไม่รู้จะพอช่วยได้รึเปล่า

    เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้ง แต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน
    เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย
    เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่า "อยากเข้ามาก็เข้ามา!"

    เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอน
    พบว่าชายคนดังกล่าว นอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง
    สีหน้าซีดเซียวร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ

    เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา
    พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น
    หลวงตายิ้มแล้วพูดว่า "อาการหนักเลยนะ"
    ชายคนนั้นนิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด
    หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี "จึงกล่าวว่าโทรมมากเลยนะ"
    ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่า "ไม่เชื่อลองมองที่กระจกสิ"

    ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน
    เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น
    ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป
    กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล

    ที่ชายทะเลแห่งนั้น เงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา
    ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น
    เขาพบมีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด

    เวลาผ่านไปซักครู่มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา
    เขามองเห็นศพหญิงคนนั้น ด้วยความรังเกียจแล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

    ต่อมาพักใหญ่ มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมาเขามองเห็นศพนั้น
    เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป

    พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมาเขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่
    จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่าเป็นศพด้วยใจสงสาร
    จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด
    เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง2ข้าง ค่อยๆกอบทรายขึ้นมาเขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น
    พอได้หลุมใหญ่พอสมควร จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

    จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น
    และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก
    เขาได้เห็นก็ตกใจ พอซักพักก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2 แล้วก็ค่อยๆจางหายไป
    เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

    ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า "ทีนี้เข้าใจรึยัง
    ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ
    ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา
    ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี
    วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน"

    เมื่อชายคนนั้นฟังจบ ก็กระอักเลือดออกมา
    เด็กรับใช้ตกใจมาก หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า
    "โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือด เอาเลือดเสียออกมาแล้ว"

    ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด

    คนเราเจอกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
    ความสัมพันธ์ พ่อ,แม่,พี่,น้อง,ญาติ,เพื่อน,ศัตรู,คนรัก ฯลฯ
    ไม่ใช่ของเลื่อนลอย เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน

    เมื่อสิ้นวาสนาก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่
    ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง
    เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกันไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า
    ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้

    ทำดีต่อกันไว้ดีกว่าเพราะไม่มีใครรู้ว่าเราจะต้องจากกันเมื่อไหร่

    วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2551

    พระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว


    --------------------------------------------------------------------------------



    พระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว
    โดย พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร

    http://www.dharma-gateway.com/ubasok/special-01.htm

    คัดลอกจาก http://www.ybat.org/

    ด้วยพระเมตตา แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ พลอดุลยเดช ที่ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ เพื่อพสกนิกร ชาวไทยพระองค์ประดุจพระผู้สร้างแผ่นดิน ทรงเป็นดั่งผู้ มอบชีวิต มอบความรุ่งเรือง มอบความเจริญงอกงามภายใน หัวใจคนไทยทั้งชาติ ทรงเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นแรง บันดาลใจจุดประกายพลังแผ่นดิน

    หากเราได้มีโอกาสศึกษาพระบรมราโชวาท แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เราจะเข้าใจได้อย่างแจ่มชัดด้วยคำสอน ที่พระองค์ทรงพระราชทานให้ แต่ละข้อ แต่ละอย่างนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากการที่พระองค์ ทรงไตร่ตรองพิเคราะห์ถึงปัญหานั้น อย่างถ่อง แท้ แล้วว่าจะเป็นหนทางแห่งการแก้ปัญหา การดับทุกข์ได้ด้วยสมาธิ


    ธรรมดาสภาวะจิตอันเป็นสมาธินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นจากการบังคับควบคุม เกิดขึ้นจาก ความผ่อนคลาย หรือเกิดขึ้นจากภาวะคับขันต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้าจะทำให้ต้อง เร่งรวบรวมสติให้มั่น ไม่ว่าสมาธิจะเกิดขึ้นอย่างไร สมาธิเป็นของดี เป็นของที่เกิดขึ้นได้จากการ ฝึกฝน เป็นของที่มีอยู่ในกาย และในจิตอันพร้อมเป็นของเข้าใจได้ เป็นของเข้าใจง่าย และใช้ได้ กับคนทุกเพศทุกวัยและความเข้าใจอันแจ่มชัดที่แสดงให้เห็นว่า สมาธิ เองก็มิใช่ของที่เกิดขึ้น โดยลำพังหรือใช้โดยลำพัง แต่สมาธิที่ดีจะยังประโยชน์แก่ผู้อื่นได้มากหากผู้ใช้สมาธิรู้จักการ ปฏิบัติอันถูกต้อง ถูกต้องทั้งแก่ตนแลถูกต้องทั้งแก่ผู้อื่น ดังที่ได้ศึกษาจากรอยพระจริยวัตร แห่ง องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อันได้แสดงไว้ถึงเรื่องราวของ "พระสมาธิ"

    ผู้ที่เคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในงานหรือพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องประทับอยู่ เป็นเวลานานๆ เช่น ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร คงจะได้เห็นด้วยความพิศวงกันทุกคนว่า พระเจ้าอยู่หัวนั้น เมื่อทรงนั่งลงแล้ว จะประทับอยู่ในพระอิริยาบทนั้นตั้งแต่เริ่มพิธีไปจนกระทั่ง จบไม่ทรงเปลี่ยนพระอิริยาบถเลย

    นอกจากนั้น ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างกระฉับกระเฉง ต่อเนื่อง ไม่มีพระอาการที่ แสดงว่าทรงเหนื่อย หรือทรงเบื่อเลย ผมเคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร พิธีนั้นยาวถึงประมาณ ๔ ชั่วโมง และมี บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาเฝ้าฯ รับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นจำนวนหลายพันคน ได้เห็นเหตุ การณ์เช่นว่านั้น แต่ผมได้เห็นมากกว่านั้นคือ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับไปถึงพระตำหนักจิตรลดารโหฐานในตอนค่ำวันนั้น พระเจ้าอยู่หัวยังทรงออกพระกำลังบริหารพระวรกายด้วยการวิ่งใน ศาลาดุสิตาลัยอีก

    ในการประกอบพระราชกรณียกิจอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติด้วยพระอาการที่ แสดงว่า เอาพระทัยจดจ่ออยู่กับพระราชกรณียกิจนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ทรงเหนื่อยหรือเบื่อหน่าย เช่น ในการทรงดนตรี ( ที่ใครๆ มักจะนึกว่าเป็นการหย่อน พระราชหฤทัย) เป็นต้น ผมเคยเห็น พระเจ้าอยู่หัวประทับทรงดนตรี ตั้งแต่หัวค่ำจนสว่าง โดยทรงนั่งไม่ลุกเลยแม้แต่จะเพื่อเสด็จฯ ไปห้องสรงในขณะที่นักดนตรีอื่นๆ ลงกราบแล้วถอยหลังลุกไปเข้าห้องน้ำกันเป็นครั้งคราวทุกคน

    ในการทรงเรือใบก็เช่นเดียวกัน ทรงจดจ่ออยู่กับการบังคับเรืออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระ ทั่งจบ ครั้งหนึ่งเสด็จฯ ออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นเรือใบเข้าฝั่ง ตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯ อยู่ ด้วยความฉงนว่าเสด็จฯ กลับเข้าฝั่งเพราะเรือใบพระที่นั่งแล่นไปโดนทุ่นเข้าซึ่งในกติกาการแข่ง เรือใบถือว่า ฟาวล์ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเห็น

    แสดงว่าการทรงดนตรีก็ดี ทรงเรือใบก็ดี สำหรับพระเจ้าอยู่หัว เป็นงานอีกชนิดหนึ่ง ที่จะต้อง ทำด้วยความจดจ่อและต่อเนื่องไปจนกว่าจะเสร็จเหมือนกัน

    พระราชกรณียกิจอื่นๆ ทั้งน้อยและใหญ่ ทรงปฏิบัติแบบเดียวกัน คือด้วยการเอาพระราชหฤทัย จดจ่อไม่ทรงยอมให้ขาดจังหวะจนกว่าจะเสร็จ และไม่ทรงทิ้งขว้างแบบทำๆ หยุดๆ เพราะฉะนั้น จึงจะเห็นว่าพระราชกรณียกิจทั้งหลายนั้น สำเร็จลุล่วงไปเป็นส่วนใหญ่

    ผมไปรู้เอาหลังจากที่เข้ารับราชการในตำแหน่งนายตำรวจราชสำนักประจำอยู่ได้ไม่นานว่าที่ ทรงสามารถจดจ่ออยู่กับพระราชกรณียกิจทุกชนิดได้เช่นนั้นก็เพราะพระสมาธิ

    ผมไม่ทราบว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มฝึกสมาธิตั้งแต่เมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าคงจะเริ่มในเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เมื่อทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) หลังจากทรง ผนวชแล้ว ประทับจำพรรษาอยู่ที่พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงอยู่ในสมณเพศเป็น เวลา ๑๕ วัน ครั้งนั้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งทรงเป็นพระอุปัชฌาจารย์ทรงเลือกสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (เมื่อครั้งยัง เป็นพระโสภณคณาภรณ์) ให้เป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ของพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ทราบกันดี ว่า แม้จะทรงมีเวลาน้อยแต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และคงจะได้ทรงฝึกเจริญพระกรรมฐานในโอกาสนั้นด้วย

    เมื่อผมเข้าไปเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ นั้น ปรากฏว่าการศึกษา และปฏิบัติสมาธิหรือกรรม ฐาน ในราชสำนักกำลังดำเนินอยู่แล้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ เป็นประจำ และข้าราชสำนักข้าราชบริพารหลายคน ทั้งฝ่าย พลเรือน และทหารก็กำลังเจริญรอยพระยุคลบาทอยู่ด้วยการ ฝึกสมาธิอย่างขะมักเขม้น

    ผมไม่ได้ตั้งใจจะหัดสมาธิ แม้จะเคยศึกษามาก่อน โดย เฉพาะจากหนังสือของ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ แต่ ระหว่างการตามเสด็จฯ โดยรถไฟ จากกรุงเทพมหานคร ไปอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ การเดินทางไกลกว่าที่ผมคาดคิด หนังสือเล่มเดียวที่เตรียมไปอ่านฆ่าเวลาบนรถไฟ ก็อ่านจบเล่ม เสียตั้งแต่กลางทาง ขณะนั้นผมเห็นนายทหารราชองครักษ์ ประจำที่ปฏิบัติหน้าที่ถวายความ ปลอดภัยร่วมกันสองนาย ใช้เวลาว่างนั่งหลับตาทำสมาธิ ผมจึงลองทำดูบ้างโดยใช้อานาปานสติ (คือกำหนดรู้แต่เพียงว่ากำลังหายใจเข้า และหายใจออก) อันเป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ และ ท่านอาจารย์พุทธทาสแนะนำ ปรากฏว่าจิตสงบเร็วกว่าที่ผมคาด แลเห็นนิมิตเป็นภาพสีสวยๆ งามๆ มากมายและเป็นเวลาค่อนข้างนานด้วย ตั้งแต่นั้นมาผมก็ติดสมาธิและกลายเป็นอีกผู้หนึ่ง ที่ปฏิบัติสมาธิเป็นประจำมาจนทุกวันนี้

    เมื่อความทราบถึงพระกรรณว่าผมเริ่มปฏิบัติสมาธิ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงกรุณาพระราชทาน หนังสือ และแถบบันทึกเสียงคำสอนของครูบาอาจารย์ต่างๆ ลงมา และบางครั้งก็ทรงพระกรุณา พระราชทานพระราชดำรัส แนะนำด้วยพระองค์เอง ผมจึงได้รู้ว่า พระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว นั้นก้าวหน้าไปแล้วเป็นอันมาก รับสั่งเล่าเองว่าแม้จะทรงใช้ อานาปานสติ เป็นอุบายในการทำ สมาธิ แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ทรงสามารถที่จะกำหนดพระอัสสาสะ (ลมหายใจเข้า) และพระปัสสาสะ (ลมหายใจออก) ได้แต่ลำพัง ต้องทรงนับกำกับ วิธีนับของพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงทำดังนี้ หายใจเข้าครั้งที่หนึ่งนับหนึ่ง หายใจเข้าครั้งที่สอง นับสอง หายใจเข้าครั้งที่สาม นับสาม หายใจเข้าครั้งที่สี่ นับสี่ หายใจเข้าครั้งที่ห้า นับห้า หายใจออกครั้งที่หนึ่ง นับหนึ่ง หายใจออกครั้งที่สอง นับสอง หายใจออกครั้งที่สาม นับสาม หายใจออกครั้งที่สี่ นับสี่ หายใจออกครั้งที่ห้า นับห้า

    เมื่อถึงห้าแล้ว หากจิตยังไม่สงบ ก็นับถอยหลังจากห้าลงมาหาหนึ่ง แล้วนับจากหนึ่งขึ้นไปหา ห้าใหม่ กลับไปกลับมาเช่นนั้น จนกว่าจิตจะสงบ

    รับสั่งว่า ที่เห็นพระองค์ประทับอยู่นิ่งๆ นั้น พระจิตทรงอยู่กับหนึ่งเข้าหนึ่งออกตลอดเวลา

    พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาเรื่องสมาธิด้วยการรวบรวม และประมวลคำสอนของครูบาอาจารย์ทุก คน แล้วก็ทรงพระกรุรา พระราชทานประมวลคำสอนนั้นแก่ผู้ที่ทรงทราบว่ากำลังปฏิบัติ สมาธิอยู่

    ครั้งหนึ่ง ทรงพระกรุณาพระราชทานแถบบันทึกเสียงของ สมเด็จพระญาณสังวรฯ ให้ผม รับสั่งว่าเป็นบันทึกเสียงการ แสดงธรรมเรื่อง ฉฉักกสูตร (คือพระสูตรว่าด้วยธรรมะ หมวด ๖ รวม ๖ ข้อ ซึ่งอธิบายความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวมีตนของสิ่งต่างๆ มีอายตนะภายนอก อายตนะภายใน วิญญาณ ผัสสะ เวทนา และตัณหา พระสูตรนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน) และ ทรงแนะนำให้ผมฟังธรรมบทนั้น

    ผมรับพระราชทานแถบบันทึกเสียงม้วนนั้นมาแล้วก็เอาไป ใส่เครื่องบันทึกเสียงและเปิดฟัง ฟังไปได้ไม่ทันหมดม้วนก็ ปิดแล้วก็เก็บเอาไว้ไม่ได้ฟังอีก หลังจากนั้นไม่นานนัก ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสรับสั่งถามว่า ฟังเทปของสมเด็จฯ แล้วหรือยัง เป็นอย่างไร

    ผมไม่อาจจะกราบบังคมทูลความอันเป็นเท็จได้ ต้องกราบบังคมทูลตรงๆ ว่าฟังได้ไม่ทันจบ ม้วนก็ได้หยุดฟังเสียงแล้ว ตรัสถามต่อไปถึงเหตุผลที่ผมไม่ฟังให้จบ และผมก็จำเป็นต้องกราบ บังคมทูลตรงๆ ว่า สมเด็จฯ ท่านเทศน์ฟังไม่สนุก พูดขาดเป็นวรรคๆ เป็นห้วงๆ เนื่องจากสมเด็จฯ พิถีพิถันในการใช้ถ้อยคำและประโยคเทศน์ของท่านนั้น ถ้าเอามาพิมพ์ก็จะอ่านได้สบายกว่าฟัง

    พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า ที่ฟังสมเด็จฯ เทศน์ไม่รู้เรื่องนั้นก็เพราะคิดไปก่อนใช้หรือไม่ว่า สมเด็จฯ ท่านจะพูดว่าอย่างนั้น อย่างนี้ ครั้นท่านพูดช้ากว่าที่คิด หรือพูดออกมาแล้วไม่ตรงกับที่ คาดหมายจึงเบื่อ เมื่อผมนิ่งไม่กราบบังคมทูลตอบ ก็ทรงแนะนำว่า ให้กลับไปฟังใหม่ คราวนี้อย่า คิดไปก่อนว่าสมเด็จฯ จะพูดว่าอย่างไร สมเด็จฯ หยุดก็ให้หยุดด้วย ผมกลับมาทำตามพระราช กระแสรับสั่ง เปิดเครื่องบันทึกเสียงฟังเทศน์ของสมเด็จฯ จากแถบบันทึกเสียงม้วนนั้นใหม่ตั้ง แต่ต้น ฟังด้วยสมาธิ

    สมเด็จฯ หยุดตรงไหน ผมก็หยุดตรงนั้น และ ไม่คิดๆ ไปก่อนว่า สมเด็จฯ จะพูดว่าอย่างไร คราวนี้ ผมฟังได้จนจบและเห็นว่าจริงดังพระราชดำรัส แถบบันทึกเสียงม้วนนั้น เป็นม้วนที่ดีที่ สุดม้วนหนึ่ง

    ครั้งหนึ่ง หลังจากที่นั่งสมาธิแล้ว ผมได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและกราบบังคมทูล ประสบการณ์ที่ได้ขณะทำสมาธิ ผมกราบบังคมทูลว่า ขณะที่นั่งสมาธิครั้งนั้น รู้สึกว่าตัวเองลอย ขึ้นจากพื้นสูงประมาณศอกหนึ่ง ทีแรกก็ยังไม่รู้สึกอะไรแต่ครั้นหัวเริ่มคล้อยลงไปข้างหน้า ทำท่า เหมือนจะตีลังกา ผมก็ตกใจและต้องเลิกทำสมาธิ

    พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวิจารณ์ว่า ถ้าหากสติยังอยู่ ยังรู้ตัวว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่ควรจะ เลิก แต่ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามสภาพนั้น

    อีกครั้งหนึ่ง หลังจากทำสมาธิแล้ว ผมกราบบังคมทูลว่า พอจิตสงบผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเลื่อน ต่ำลงไปในท่อขนาดใหญ่ครือตัวผม และที่ปลายท่อข้างล่างผมแลเห็นแสงสว่างเป็นจุดเล็กๆ แสดงว่าท่อยาวมาก กลัวจะหลุดออกจากท่อไป ผมก็เลยเลิกทำสมาธิรับสั่งเช่นเดียวกันว่า หากยังรู้ตัว (มีสติ) อยู่ ก็ไม่ควรเลิก ถึงหากจะหลุดออกนอกท่อไปก็ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่สติยัง อยู่ และรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตน

    ต่อมาภายหลังจากการศึกษาคำสอนของครูปาอาจารย์ทุก ท่าน และโดยเฉพาะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัส สอนให้ "ดำรงสติให้มั่น" ในเวลาทำสมาธิ

    ในส่วนที่เกี่ยวกับพระสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว เคยตรัสเล่า ให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังทรงทำสมาธิอยู่ พระจิต สงบและเกิดนิมิต ในนิมิตนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระ เนตรเห็นพระกร (แขนท่อนล่าง) ลอกออกทีละชั้นๆ ตั้งแต่จากพระตจะ (หนัง) ลงไปจนถึงพระ อัฐิ (กระดูก)

    พระเจ้าอยู่หัวทรงประยุกต์พระสมาธิในการประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่างทั้งน้อยและ ใหญ่ จึงทรงสามารถเผชิญกับพระราชภาระอันหนัก ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ได้โดยไม่ทรง สะทกสะท้านหรือหวั่นไหว ไม่ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าไปไกลๆ อย่างเลื่อนลอยและเปล่าประโยชน์ ไม่ทรงอาลัยอดีตหรืออนาคต ไม่ทรงเสียเวลาหวั่นไหวไปกับความสำเร็จ หรือความล้มเหลวอัน เป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทรงจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ทรงสนพระราชหฤทัยอยู่แต่กับ พระราช กรณียกิจเฉพาะพระพักตร์เท่านั้น

    ในฐานะที่เกิดมาเป็นพลเมืองของประเทศที่มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้เป็นพระประมุข และใน ฐานะที่ทุกคนมีหน้าที่ในการทำนุบำรุงเมืองไทยนี้ให้เป็นที่ร่มเย็นของเรา และของลูกหลานของเรา จึงสมควรที่เราจะเจริญรอยประพฤติตามพระยุคลบาทด้วยการศึกษาและปฏิบัติสมาธิกัน อย่างจริงจัง และนำสมาธิมาประยุกต์ในการดำเนินชีวิต เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
    __________________

    นิพพาน ปรมัง สุขัง พระนิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง
    คําสอนของพระราชพรหมยาน